Logo

 HomeAbout UsOur ServiceInsightDBContact us
InsightDB


สรุปการอบรมโครงการความรู้ทางการเงิน: การแก้หนี้ การสร้างความมั่นคงด้านการเงิน และ การสร้างอิสรภาพทางการเงิน (จากการวางแผนทางการเงินที่ดี) - กลต.

การแก้ไขหนี้

        การแก้ไขหนี้นั้นจำเป็นต้องมีกระบวนการในการจัดการที่ดี โดยสามารถแบ่งได้เป็น 5 กระบวนการสำคัญอันได้แก่ การประเมินและการยอมรับปัญหา การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การเข้าใจการจัดการทางการเงิน และการวางแผนทางการเงิน

        การประเมินหนี้ ดูจากงบดุลย์บุคคล (ทรัพย์สิน หนี้สิน) รวมถึงบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างน้อย 1 เดือน โดยข้อมูลดังกล่าวจะนำมาใช้ในการวิเคราะห์สภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ (เกณฑ์บุคคลคือควรมีอัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐานที่เหมาะสมควรจะมีค่าระหว่าง 3 ถึง 6 เท่า) น้อยกว่านั้นคือความเสี่ยงมากกว่านั้นคือเสียโอกาสในการนำสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเหล่านั้นไปลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า นอกเหนือจากนั้นข้อมูลรายรับรายจ่ายจะสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของแต่ละบุคคลได้

        การใช้จ่ายเงินที่เหมาะสมคือการที่สามารถสร้างเงินออมได้ และเงินออมที่ทำได้เร็วกว่าสามารถสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ ดังนั้นหากจะแก้หนี้จึงต้องมีพื้นฐานเรื่องการออมโดยอาจใช้สูตรพื้นฐานคือ รายได้ – เงินออม = รายจ่าย

        ในกรณีที่ไม่สามารถจัดการหนี้ได้จะมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

o   ปพพ. มาตรา 733 ถ้าเจ้าหนี้บังคับจำนองทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ยังไม่พอตามมูลหนี้ ก็ไม่สามารถเรียกร้องได้อีก (แต่สถาบันการเงินใส่ในสัญญาให้ลูกหนี้ยอมยกเว้นเสีย)

o   ปพพ. มาตรา 244 ในกรณีที่ผิดนัดชาระหนี้ ถ้าไม่กาหนดไว้ในสัญญาผู้ให้กู้จะคิดดอกเบี้ยได้ 7.5%/ปี

o   ปพพ. มาตรา 655 ผู้ให้กู้ไม่สามารถนำดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ไม่จ่ายมารวมเป็นเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ ยกเว้นลูกหนี้ขาดชาระเกิน 1 ปี

o   อายุความของมูลหนี้นับจากวันที่ผิดนัดชาระครั้งสุดท้ายถึงวันที่ฟ้อง โดยแยกเป็นประเภทดังนี้ (1) หนี้บัตรเครดิต 2 ปี (2) หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล(บ้าน รถยนต์) 5 ปี (3) หนี้เงินกู้ สัญญาประนีประนอมยอมความ 10 ปี (4) ถ้าลูกหนี้เสียชีวิต 1 ปี

o   ถ้าหนี้เงินกู้ขาดอายุความ การค้าประกันก็หมดอายุความไปด้วย และแม้ว่าหนี้เงินกู้ขาดอายุความ เจ้าหนี้ที่รับจำนอง/จำนำยังมีสิทธิ์บังคับชาระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่จำนอง/จำนำนั้นได้

        พื้นฐานในการจัดการหนี้ได้แก่ การไม่ก่อหนี้เพิ่ม การชำระหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยสูงก่อน การออมเพื่อลดหนี้ การขายสินทรัพย์ชำระหนี้ การเปลี่ยนไปใช้บัตรเดบิต และการหารายได้เพิ่ม

        การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทำได้โดย

o   สรุปยอดหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด พร้อมทั้งอัตราดอกเบี้ย วันที่ครบกำหนดชาระ

o   ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยวิธีต่างๆ ดังนี้ (1) ชำระขั้นต่าเพื่อรักษาบัญชี (เครดิตยังสามารถรักษาได้แต่กว่าจะหมดหนี้นำน) (2) หยุดชำระทุกบัญชี เก็บเงินไว้รอ hair cut (ลดมูลหนี้ลงได้ในเวลาไม่นำนมากหากแต่ ถูกทวงหนี้ เสียเครดิต อาจถูกฟ้องศาล ยึดทรัพย์สิน) (3) รวมหนี้ทั้งหมดไปอยู่ที่เดียว (refinance) (จำนวนที่ผ่อนต่องวดลดลงมูลหนี้เพิ่มขึ้น ใช้เวลานำนกว่าหนี้จะหมด) และ (4) เจรจาขอลดหนี้ (ขยายระยะเวลา ลดจำนวนเงินผ่อนต่องวด หยุดดอกเบี้ยจ่าย คิดอัตราดอกเบี้ยปรกติ และขอโอนหลักประกันเพื่อชำระหนี้)

        หลักจากจัดการหนี้ได้แล้วจึงควรกลับมาวางแผนทางการเงินบุคคลเพิ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินเพิ่มขึ้น

การสร้างความมั่นคงด้านการเงิน

         การสร้างความมั่นคงทางการเงินสามารถกระทำได้โดยการวิเคราะห์งบการเงินบุคคล (โดยดูจากสภาพคล่อง ความสามารถในการชำระหนี้ อัตราส่วนการออมและการลงทุน (ไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 10) และอัตราส่วนการลงทุน (ไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 50)

        การออมให้เริ่มต้นจากการเปิดบัญชีธนำคารและศึกษาข้อจากัดของบัญชีแต่ละประเภท ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ประเภทบัญชี (บัญชีร่วม บัญชีบุคคล บัญชีสำหรับ) และจึงนำเงื่อนไขเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับของแต่ละแหล่ง เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

        การสร้างหนี้สามารถกระทำได้หากเป็นหนี้ที่เกิดจากซื้อทรัพย์สินที่มีค่าเพิ่มขึ้น การซื้อสินค้าและบริการที่เอาไปใช้หารายได้มากขึ้น มีอัตราดอกเบี้ยสมเหตุสมผลและถูกกฎหมาย ซึ่งการผ่อนชำระหนี้เหล่านี้ควรพิจารณาว่าอัตรหนี้ต่อรายได้เท่าไหร่ที่จะไม่หนักเกินไปสำหรับแต่บะลุคคลเช่น

o   หนี้บัตรเครดิต ไม่ควรเกินร้อยละ 20 ของรายได้ต่อเดือน

o   หนี้จากการผ่อนบ้าน ไม่ควรเกินร้อยละ 30 ของรายได้ต่อเดือน

o   หนี้จากการผ่อนรถ ไม่ควรเกินร้อยละ 20 ของรายได้ต่อเดือน

o   มูลหนี้รวยมั้งหมดไม่ควรเกิน ร้อยละ 50 ของรายได้ต่อเดือน

        การเลือกแหล่งเงินกู้นั้นควรพิจารณาความสามารถในการคืนหนี้ ทัศนคติในการคืนหนี้ อาชีพ และความมั่นคงของอาชีพ มูลหนี้คงค้างทั้งหมด หลักทรัพย์ หรือบุคคลค้าประกัน จากประเภทของดอกเบี้ยว่าเป็นลักษณะของดอกเบี้ยธรรมดา หรือเป็นลักษณะของดอกเบี้ยทบต้น เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ

        การคำนวณดอกเบี้ยแบบ อัตราดอกเบี้ยคงที่นิยมใช้มากในระบบเช่าซื้อ (Leasing) เช่น การกู้ซื้อรถยนต์ หรือการกู้เงินนอกระบบ ฯลฯ วิธีคานวณ คือ นำเงินต้นมาคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่จะชาระ แล้วหารเฉลี่ยทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามระยะเวลา กลายเป็นยอดชาระแต่ละงวดเท่าๆ กัน (เงินต้นและดอกเบี้ยจะเท่ากันทุกงวด) อัตราดอกเบี้ยคงที่จะเป็นการคิดดอกเบี้ยที่ไม่ลดลงจากการลดลงของเงินต้น (ลดต้นไม่ลดดอก)

o   ตัวอย่างสูตรการคำนวณค่าผ่ยอนรถ คือ จำนวนเงินผ่อนต่อเดือน = (จำนวนเงินกู้ + (จำนวนเงินกู้ X อัตราดอกเบี้ย X จำนวนปีที่กู้))/จำนวนเดือนที่ต้องส่ง

        ดอกเบี้ยที่แท้จร้ง (Effective Rate) คือ การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดเงินต้นลดดอกเบี้ย เช่น การกู้เงินจากธนำคาร หรือสถาบันการเงินเพื่อซื้อบ้าน การคิดดอกเบี้ยตามจานวนเงินต้นคงเหลือแต่ละช่วงเวลา ทุกครั้งที่ชาระเงินจะนำส่วนหนึ่งตัดดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือจะนำไปตัดเงินต้น กลายเป็นยอดเงินต้นในการคิดดอกเบี้ยครั้งต่อไป เมื่อถึงการชำระงวดถัดไป ดอกเบี้ยจะคิดลดลงตามเงินต้นที่ลดลง

o   ตัวอย่างสูตรการคำนวณค่าผ่อนบ้าน คือ จำนวนเงินผ่อนต่องวด = จำนวนที่ต้องการกู้ /(1-((1/(1+อัตราดอกเบี้ยต่องวด))^(จำนวนงวดที่ต้องการผ่อนชำระ))/อัตราตอกเบี้ยต่องวด)

การสร้างอิสรภาพทางการเงิน (จากการวางแผนทางการเงินที่ดี)

         การสร้างอิสรภาพทางการเงินมีหลายรูปแบบแต่อาจจะเริ่มได้จากการวางแผนทางการเงินตามช่วงอายุ และการระบุเป้าหมายทางการเงิน ดังแสดงในตาราง 1

สถานภาพ

เป้าหมายระยะสั้น

เป้าหมายระยะกลาง

เป้าหมายระยะยาว

นิสิตปริญญาตรีปีสุดท้าย

หางาน

มีบัตรเครดิต

ซื้อเครื่องเสียงใหม่

ซื้อรถ

เรียนต่อปริญญาโท

 

ซื้อคอนโดเป็นของตนเอง

 

คนโสด ช่วงอายุ 20 –30 ปี

เงินสารองฉุกเฉิน

ซื้อโทรทัศน์และเครื่อง เล่นดีวีดีใหม่

เข้าอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้

ไปเที่ยวต่างประเทศ

ซื้อประกันชีวิต

ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

เริ่มเก็บเงินเพื่อลงทุน

เก็บเงินเพื่อดาวน์บ้าน

เริ่มออมเพื่อการเกษียณ

 

แต่งงานแล้วและมีลูก (อายุประมาณ 30 กว่า)

เงินสารองฉุกเฉิน

ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตเพิ่ม

ซื้อรถคันที่สอง

เพิ่มเงินเก็บเพื่อการศึกษา บุตร

ตั้งใจว่าจะเกษียณตอน อายุ 60 ปี

 

แต่งงานและมีลูกโตแล้ว (อายุประมาณ 50 กว่า)

ซื้อเฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่

ไปล่องเรือสาราญ

โอนย้ายการลงทุนไปสู่หลักทรัพย์ที่ให้รายได้สม่าเสมอ

เก็บทรัพย์สินให้บุตรหลาน

 

        อย่างไรก็ดีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการบรรลุเป้าหมายได้แก่ ค่านิยมส่วนตัว การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในชีวิต การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและอื่นๆ

        การวางแผนเพื่ออิสรภาพทางการเงิน (และการวางแผนเพื่อวันเกษียร) ซึ่งเงื่อนไขในการพิจารณาหลักมาจากเวลาเกษียร ความต้องการใช้เงินในแต่ละเดือนหลังเกษียณ และกลไกใดที่ช่วยให้สามารถมีรายได้เท่าที่ต้องการหลังเกษียร (โดยที่ที่ปริมาณเงินต้น และผลตอบแทนของเงินลงทุน) อย่างไรก็ดีจะต้องมีการพิจารณาพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อและสถานะทางสุขภาพด้วย

        สูตรการคำนวณจำนวนเงินที่ควรมี ณ วันเกษียรอายุ = 70% ของรายได้หรือค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ 12 เดือน X จำนวนปีที่คาดว่าจะมีอายุหลังเกษียรอายุ

        กระบวนการสำคัญคืออมแต่อายุยังน้องและเสาะหาอัตราผลตอบแทนที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยทบต้น ดังนั้นจึงต้องเลือกการลงทุนให้เหมาะสม เช่น การซื้อหรือการเช่าบ้าน  หากเป้าหมายในอนาคตอันใกล้เป็นมาเรียนต่อพอจบและกลับบ้านหรือยังมีแผนย้ายงานอยู่ทุก 3 ถึง 4 ปีและฐานะทางการเงินยังอยู่ในระหว่างเริ่มต้น อาจจะพิจารณาเช่าบ้านมากกว่าเริ่มต้นลงทุนในทรัพย์สินเลย

        การลงทุนทำให้เกิดรายได้จากสินทรัพย์ ซึ่งปัจจัยส่วนตัว ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้แก่ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทัศนคติที่มีต่อการลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยง โดยผลตอบแทนควรจะมากกว่าความเสี่ยง การประเมินผลตอบแทนทางการลงทุนสามารถคำนวณได้ดังนี้

o   ในการประเมินการลงทุน (อย่างง่าย) นั้นสามารถประเมินได้จาก ผลตอบแทนจากการลงทุน = (ราค่าล่าสุด – ราคาซื้อ)/ ราคาซื้อ X 100 สูตรนี้จะเหมาะกับบการลงทุนที่ไม่มีผลตอบแทนระหว่างทาง (เช่น เงินปันผล) และไม่ได้คานึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลาที่ต่างกัน

o   การประเมินผลตอบแทนการลงทุนแบบรวมเป็นอีกวิธีนึงในการประเมินการลงทุน โดยมีสูตรในการคำนวณอ้างอิงดังนี้ ผลตอบแทน = (ราคาขายสุทธิ + เงินปันผล – ต้นทุนสุทธิ) / ตุ้นทุนสุทธิ X 100 หมายเหตุ สุทธิคือหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว เช่น commission และสูตรนี้ไม่ได้คานึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลาที่ต่างกัน

        ตาราง 2 แสดงถึงลักษณะของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาลงทุน

 

สภาพคล่อง

ความคงอยู่ของเงินต้น

ผลตอบแทนระยะยาว

ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

เงินฝาก

+++

+++

--

+

พันธบัตรรัฐบาลอายุ 7 ปี

++

++

+

+++

หุ้นกู้ (A-rating)

-

+

+

+++

หุ้นใน SET

+++

---

+++

-

คอนโดมิเนียม

-

+

+++

++

ทองคำ

+++

--

+

--

        ทรัพย์สินเพื่อการลงทุนควรมีกระจายออกและมีการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ดังนี้ (1) แบ่งเป็นพอร์ตระยะต่างๆ ตามเป้าหมายทางการเงิน (2) ประมาณการณ์ผลตอบแทน ความผันผวนของการลงทุนประเภทต่างๆ (3) จัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และข้อจำกัดต่างๆ และ (4) ควรปรับพอร์ตการลงทุนเมื่อเวลาการลงทุนที่เหลือ และระดับความสาคัญของเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไป ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายต้องนำมาพิจารณาด้วย

        การลดภาระด้านภาษีเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยมีรูปแบบสามารถลดภาระภาษีได้ดังนี้

o   เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. (ไม่เกิน 500,000 บาท หรือ 15% ของค่าจ้าง)

o   การลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (ไม่เกิน 500,000 บาท หรือ 15% ของรายได้)

o   การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (ไม่เกิน 500,000 บาท หรือ 15% ของรายได้)

o   เบี้ยประกันชีวิตแบบธรรมดา (ไม่เกิน 100,000 บาท)

o   เบี้ยประกันชีวิตแบบบานำญ (ไม่เกิน 200,000 บาท หรือ 15% ของรายได้)

o   ค่าอุปการะพ่อ แม่ซึ่งอายุเกิน 60 ปี และไม่มีเงินได้ (30,000 บาท/คน)

o   ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัย (ไม่เกิน 100,000 บาท)

o   เงินบริจาคเพื่อการศึกษา (2 เท่าของจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่นแล้ว)

o   เงินบริจาคทั่วไป (ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่นแล้ว)

o   หมายเหตุ ยอดเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. เมื่อรวมกับการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และเบี้ยประกันชีวิตแบบบานำญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

        หากเป็นวัยเกษียณ จะมีแผนการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงสูงมากนักโดยมากแผนการลงทุนในวัยเกษียณจะมีเครื่องมือดังนี้

o   ประกันสังคม (บำเน็จและบำนำญชราภาพ) ในกรณีที่ส่งประกันสังคมไม่ครบ 180 เดือนจะได้เป็นบำเน็จชราภาพ โดยจะได้รับเงินเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป โดยเกณฑ์ในการคำนวณคือ เงินสมทบของผู้ประกันตน + เงินสมทบของนำยจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน แต่ในกรณีของบำนำญจะได้เงินบำนำญเป็นอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือน

o   กองทุนสารองเลี้ยงชีพ จะต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี โดยเงินหรือผลประโยชน์ใดที่ลูกจ้างได้รับจากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อออกจากงานเมื่อเกษียณอายุจะได้รับการบกเว้นภาษี

o   กองทุนบาเหน็จบำนาญข้าราชการ

o   กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นการนำเงินไปลงทุนกองทุน โดยเงินลงทุนสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาทหรือร้อยละ 15 ของรายได้พึงประเมิน ต้องลงทุนสม่ำเสมอ เงินลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของรายได้พึงประเมิน และต้องลงทุนเกิน 5 ปี

o   ประกันชีวิตแบบบานำญ ผู้เอาประกันชำระเบี้ยจนถึงอายุ 60 และจะได้รับเงินบำนาญถึงอายุ 85 หรือ 90 เบี้ยประกันสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาทหรือร้อยละ 15 ของรายได้พึงประเมิน


PreviousNext


Contact Edunet