Logo

 HomeAbout UsOur ServiceInsightDBContact us
InsightDB

เจาะลึกต้นทุนร้านยา...ทำไมรวยทำไมเซ้ง

วันก่อนผมเข้าไปหาข้อมูลธุรกิจที่จะขายกิจการครับ พอดีมีเงินอยู่ก้อนนึงเลยอยากลงทุนทำอะไรเล็กๆ แต่จะเข้าไปลงทุนก็ไม่อยากขาดทุนครับ พอลงไปหาข้อมูลก็เจอว่าธุรกิจร้านขายยาดูมีเซ้งเยอะ ค่าเซ้งก็ไม่แพง เลยสนใจจะลองศึกษาธุรกิจนี้ดูครับ...ความคิดเร็วๆ ครับ เป็นธุรกิจซื้อมาขายไปกำไรเยอะ...ประกอบกับเคยอยู่ในวงการโรงพยาบาลมาบ้างเลยต้องเจาะลึกซะหน่อย

เริ่มต้นเลยก็โทรไปถามร้านยาที่จะเซ้งในราคาที่พอรับได้ครับ ร้านที่โทรไปร้านแรกก็เปิดราคาเซ้งที่ 450,000 บาท ไม่รวมยาครับทำเลดีครับติดถนนแถวรามคำแหง...รายได้ที่เขาบอกไว้คือ 3,000-6,000 บาทต่อวันครับ ฟังเร็วๆ น่าสนมากครับลงแค่ 450,000 บาท +/- นิดหน่อยค่ายา ถ้าได้วันละ 6,000 บาทต่อวันก็ 180,000 บาทต่อเดือนและนิไม่กี่เดือนก็คืนทุนแล้ว แต่ปัญหาคือถ้ารายได้ดีแบบนี้และเขาเซ้งทำไม ตอนที่โทรถามครั้งแรกเขาก็บอกว่า เพราะจะไปเรียนต่อต่างประเทศไม่มีเวลาดู

สิ่งที่ผมคิดตอนนั้นคือ น่าสนใจจริงๆ โอกาสมาและแต่ความเสี่ยงคืออะไร" 

จากประสบการณ์ทำให้ผมมีแนวคิดการตัดสินใจอยู่ 3 ข้อครับคือ 1.  ประมาณการทางการเงินและได้กำไรไม้ 2. ความสามารถทางเทคนิคผมทำได้ไม้หรือต้องพึ่งคนอื่น 3. ความสามารถทางการตลาดของร้านและธุรกิจเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน และ (4) ข้อจำกัดด้านกฎหมายต่างๆ

ประมาณการทางการเงิน

ผมลองประมาณการจากสมมุติฐานที่ว่า

(1) ธุรกิจนี้น่าจะอยู่ได้อีกประมาณ 10 ปีเท่านั้นก่อนที่บริษัทใหญ่อย่าง ซีพี ที่พยายามปั้นร้าน 7-XTRA จะทำสำเร็จจนทำให้ร้านยาเล็กๆ อยู่ไม่ได้ (อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในรูปแบบของ 7-11 ที่ร้านค้าปลีกย่อยตายไปเยอะครับ) (2) ผมต้องการผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 10% ครับ (ดู IRR และ NPV เป็นหลักครับ เพราะผมมองเป็นโครงการลงทุน) (3) ราคาขายปรับได้ประมาณ 6% ต่อปี (4) ต้นทุนปรับประมาณ 3%- 6% ต่อปี เช่น ต้นทุนค่าแรง ค่ายาและค่าเช่าครับ (5) ต้องไม่ขาดทุนจนไม่สามารถรับไหว (หมายถึงตลอด 5 ปีที่ดำเนินงานถ้าจะขากทุนผมต้องรับไหว ไม่ใช้ล้มละลายและเป็นหนี้มุกคนเดือดร้อนครับ)


Financial model

เพื่อความเข้าใจผมอธิบายไปตามแถวเลยนะครับ

(1) รายได้ (REVENUE) ผมลองใส่ตัวเลขกลางคือประมาณ 4,500 บาทต่อวันเพราะคนให้เซ้งบอกว่าบางวันก็ได้น้อย 3000 บางวันก็ได้มากและได้มากตอนต้นเดือน ฝนตกไม่มีผลครับ (ผมเลยลองเอาตัวเลขกลางก่อน) ถ้ารายได้เท่านี้ปีนึงผมจะมีรายได้จากร้านนี้ถึง 1.62 ล้านบาทครับ (แลรวยมาก)

(2) ต้นทุนหลัก (COST OF GOOD SOLD) สำหรับโมเด็ลนี้ผมเอายาเป็น COGS อย่างเดียวเลยครับ ซึ่งเมื่อถามจากเพื่อนในวงการแล้วเขาบอกว่ากำไรไม่เท่ากัน (ขึ้นอยู่กับว่ายารับมาจากไหน ซื้อเยอะไม้ เป็นยาเฉพาะหรือเปล่า เป็นอาหารเสริมหรืออะไร) แต่เฉลี่ยแล้วกำไรอยู่ที่ประมาณ 50% ครับ (เพื่อความเข้าใจนะครับ สำหรับผม 50% คือรายได้รวมหลังจากหักค่ายาแล้วได้อยู่ที่ 50% นะครับไม่ใช้ต้นทุนบวกกำไร 50% ครับ)

(3) รายจ่าย (EXPENSES) ครับซึ่งผมมีรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายคงที่ค่อนข้างมากครับ ซึ่งข้อมูลพวกนี้ก็ถามคนที่เซ้งมาครับและอันนี้หลอกกันไม่ได้ครับ รายจ่ายผมแยกออกมาเป็น 8 ประเภทครับ

3.1. ค่าเช่าตึก ร้านนี้เขาคิดชั้นล่างตึกอย่างเดียวครับเดือนละ 20,000 บาทหรือ 240,000 บาทต่อปีครับ

3.2. ค่าแรง ต้องมีสองคนครับเป็นอย่างน้อย อย่างผมไม่ใช่เภสัชกรก็ต้องจ้างคนมาดูร้าน (ในวงการเขาเรียกว่าผู้ช่วยเภสัชครับ ซึ่งจะมีค่าแรง ค่าโอที และค่าอื่นที่จะให้กันรวมมแล้วผมให้ที่ 14,000 ต่อเดือนครับและเงินเดือนผมเอง 20,000 บาทครับ (ลงทุนเท่านี้จะคาดหวังรายได้เยอะแยะก็กะไรอยู่ครับเอาเท่านี้ก่อนเพราะกำไร (ถ้ามี) ก็เป็นของเรา ดังนั้นผมมีค่าจ่ายนี้อยู่ที่ 34,000 บาทต่อเดือนหรือ 40,8000 บาทต่อปีครับ

3.3. ค่าใบประกอบวิชาชีพเภสัช (LICENSE) อันนี้เป็นค่าป้ายแขวนที่เขาเรียกกันครับโดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 3000-7000 บาทครับ ซึ่งผมก็ถามมาหลายคนย เขาเอาที่ 7000 บาทเป็นส่วนมาก (มีถูกกว่านี้ครับ) เลยตีเท่านี้ไว้ก่อนครับ ซึ่งเป็นเงิน 60,000 บาทต่อปี

3.4. ค่าน้ำค่าไฟ (UTILITY) เขาบอกว่านิดเดียวประมาณ 3,000 บาทต่อเดือนหรือ 36,000 บาทต่อปีครับ

3.5. ค่าภาษีป้าย (PLATE TAX – อันนี้ผมเรียกเองครับมันมีศัพท์เฉพาะอยู่แต่ขี้เกียจหา) ซึ่งมันอยู่ประมาณ 5000 บาทต่อปีโดยที่คนที่ให้เซ้งบอกว่าเขาไม่เคยต้องจ่ายเลย แต่เขาไม่เหมือนผม (ที่เป็นลูกตาสีตาสา ไม่มีเส้นสายอะไร เดี๋ยวมาเก็บแย่เลยต้องเผื่อไว้ก่อน)

3.6. ค่าการตลาด (MARKETING) ผมตีไว้ 1,000 บาทต่อเดือนเผื่อทำเอกสารแจกบ่งครับ ซึ่งก็ไม่มากประมาณ 12,000 บาทต่อปีเท่านั้น

3.7. ค่าผู้ทำบัญชีและสอบบัญชีครับ (ACCOUNTING FEES) ผมมีเตรียมไว้ครับเผื่อต้องจ่าย เพราะผมไม่ชอบทำธุรกิจแบบมีบัญชีหลายเล่ม (และไม่ตรงไปตรงมาครับ-มันเหนือยหนีหรือเลี่ยงครับ มีก็จ่ายไม่มีก็ไม่จ่ายครับแต่ใครสักคนต้องช่วยผมทำบัญชีตรงนี้) คนเซ้งบอกว่าเขาเขาไม่เคยจ่าย ทำเองส่งเองไม่ค่อยมีใครดูจริงจัง (ผมก็เห็นด้วยครับ แต่มันไม่ใช่ต้นทุนหลักเลยก็เลยใส่ไว้ครับ)

3.8. ค่าอื่นๆ ครับ (จริงๆ ผมเผื่อไว้เยอะและครับ) แต่เผื่ออีกเดือนละ 3000 บาทคงไม่เป็นไรครับหรือแค่ปีละ 36,000 บาทครับ

ต้นทุนหลักๆ รวมแล้ว 827,000 บาทต่อปีครับ แต่จริงๆ มันมีต้นทุนอื้นที่แฝงอยู่คือค่าเสื่อมครับ ค่าเสื่อมอยากให้คิดง่ายๆ คือค่าอุปกรณืที่เราซื้อมาและมันเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ พอถึงวันนึงต้องซื้อใหม่ครับ หรือคิดอีกแบบครับคือมันเหมือนบัตรเติมเงินครับ ซื่ออุปกรณืมาเหมือนเติมเงินเต็ม พอใช้ไปเรื่อยๆ เงินมันก็โดนตัดไปเรื่อยๆ พอหมดก็ต้องเติมให่หรือซื้อใหม่ครับ ต้นทุนอันนี้ผมเอามาจากทรัพย์สินที่เขาจะให้ผมมาหารเวลาที่จะใช้ได้ (จำนวนปี) และหักออกครับก็จะประมาณ 17,000 บาทต่อปีเพราะมูลค่าสินค้าที่รับมามันก็เหลือมูลค่าจริงแค่ 85,000 บาทครับ

หลังจากเอารายได้มาหักกับรายจ่ายที่อธิบายตอนต้นแล้วก็เจอว่าในปีแรกจะติดลบ 6,143 บาทครับซึ่งก็ไม่เป็นไรถ้าปีอื่นๆ มีพัฒนาวการที่ดีครับ (แหมผมตีไว้ตั้ง 10 ปีนะครับ)

ผมเลยต้องเอารายได้และต้นทุนต่างๆ มาปรับค่าในปีต่อๆ ไป เช่น ค่าแรงก็ต้องมีการเพิ่มขึ้นถ้าเราจะรักษาพนักงานเราไว้ครับผมเลยให้เพิ่มขึ้น 6% ต่อปี ค่าอื่นๆ ก็เช่นกันครับก็ปรับให้สอดคล้องกับตลาดหรือความเป็นจริงมากที่สุด รวมถึงรายได้ด้วย ทำให้พอ 10 ปีแล้วผมพบว่า จากรายได้ 4500 ต่อวันลงทันค่าเว้งร้าย + ยา + ค่าอุปกรณืที่ต้องซื้อเพิ่มระหว่างช่วงเวลา (10 ปีนั้น) มูลค่าการลงทุนผมอยู่ที่ 647,560 และจะได้คืนมาเป็น 1.30 ล้านใน 10 ปีครับ (สุทธิจากต้นทุน) หรือ IRR ที่ 17% ซึ่งผมว่าดีมากครับ แต่ก็มีความเสี่ยงว่าถ้าขายได้น้อยกว่า 4,500 หรือก็จะรวยได้มากถ้าขายได้มากกว่านั้นครับ

คราวนี้ผมเลยมาดูว่าผมจะได้เงินจริงต่อเดือนเท่าไหร่ คุ้มไม้กับความเสี่ยงที่จะต้องลงไปทำ (เมื่อเปรียบเทียบกับที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่)  ผลเป็นตามนี้ครับ

Revenue

หมายเหตุ เทียบเฉพาะปีแรกที่ดำเนินการ

 จากที่วิเคราะห์แล้วผมว่าได้มากสุด 43,952 บาทครับซึ่งอันนี้แหละที่ทำให้หลายคนเซ้งเพราะทำอย่างอื่นได้เงินเยอะกว่าครับ และบางคนอาจจะบริหารต้นทุนหรือลืมคิดต้นทุนหลายตัวทำให้ผลลัพทธ์อาจจะขาดทุนได้ครับ (แบบไม่รู้ตัว) เพราะคิดว่ามีเงินใช้ทุกวันแต่ต้องเอาเงินเก่ามาใช้ตลอดครับ ส่วนใครที่มีไอเดียอื่นประกอบผมว่าผลตอบแทนถือว่าใช้ได้ครับ ยิ่งถ้าเป็นเภสัชเองน่าจะมีรายได้สูงกว่านี้ครับ

 ประเมินความสามารถด้านเทคนิค

เนื่องจากเป็นธุรกิจยาครับ ต้องเป็นคนมีความรู้เกี่ยวกับการจ่ายยา ซึ่งผมไม่มีครับ ซึ่งจะทำให้ผมต้องไปพึ่งกับผู้ช่วยเภสัชมากครับ ดังนั้นถ้าผมจะทำจริงคงต้องเค้นหาคนที่มีประสบการณืไม่น้อยกว่า 5 ปีครับ ซึ่งเท่าที่ผมลองหาแล้วก็หาไม่ยากครับหากแต่ต้องระวังจริงๆ เพราะการจ่ายยา จ่ายยาผิดคือฆ่าเขานะครับ (กรณีเขาแพ้ยามาก) อันนี้ผมเลยต้องเตือยตัวเองนิดนึง

3. ประเมินความสามารถทางการตลาด

ผมประเมินเบื้องต้นเจอว่าด้สนสภาพแวดล้อมที่มีคู่แข่งใหญ่เข้ามา ร้านยาเข้าง่ายออกง่าย รวมถึงคนชั้นกลางถึงสูงเขามีสวัสดิการบริษัทหรือมีประกันที่เข้าโรงพยาบาลรัฐและเอกชนได้อยู่แล้ว จึงพึ่งร้านขายยาน้อย หากแต่กลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่ (ระดับกลางลงมา ที่ไม่มีประกันหรือสวัสดิการบรัทมากมาย) ก็ยังมีอยู่มาก และก็มียาประเภทใหม่หรืออาหารเสริมต่างๆ รูปแบบใหม่เข้ามาให้ขายเรื่อยๆ ซึ่งเรียกน้องความสนใจกับผู้บริโภคได้ดี รวมถึงสมัยนี้ขายยาออนไลนด์ได้อีก ผมจึงว่าน่าสนใจครับ

สรุป

คุ้มที่จะทำครับ ถ้ามีความรู้เรื่องของการจ่ายยาบ้าง สำหรับผมผมเลือกที่จะไม่ทำครับเนื่องจากไม่คุ้มการลงทุนในเวลาผมยกเว้นจะขยายสาขาไปเยอะๆ ครับ


PreviousNext


Contact Edunet